มนุษย์อยู่ด้วยความกลัว ตั้งแต่เด็กจนตาย ในช่วงเป็นเด็กกลัวว่าจะไม่โต พอโตเป็นหนุ่มสาวก็กลัวว่าจะหางานทำไม่ได้ หากได้ครอบครัวก็กลัวว่าจะได้สามีหรือภรรยาที่ไม่ดี พอแก่ตัวลงก็กลัวว่าลูกหลานจะไม่เลี้ยงดู กลายเป็นคนแก่ที่ "เหงา เศร้า ซึม ลืม ล้า หว้าเหว่ เอกา" เพราะลูกหลานไม่ดูแล มนุษย์แทบทุกวัยต่างก็มีความกลัวประจำใจด้วยกันทั้งนั้น
ความกลัวมาจากภาษาบาลีว่า "ภัย" หมายถึงสิ่งที่น่ากลัว ภัยมีสองประการคือภัยภายนอกและภัยภายใน ภัยภายนอกมีอยู่แทบทุกแห่งอาจจะมาจากธรรมชาติเช่นเมื่อไม่มีฝนมนุษย์ก็จะประสบกับภัยแล้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารเมื่อไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอก็จะเหี่ยวแห้งตาย แต่เมื่อฝนตกมากจนเกินไปก็จะทำให้เกิดน้ำท่วม ผลิตผลของเกษตรกรก็จะได้รับความเสียหายเหมือนกัน สรุปว่าเรื่องฝนเรื่องเดียวก็จัดเป็นภัยธรรมชาติที่รับมือยาก ในพระพุทธศาสนาแสดงถึงภัยที่มาจากภายนอกไว้ในทุติยภยสูตร(21/119/120)ว่า “ ภัยสี่ประการนี้คือ อัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัย นี้แลคือภัย”
ภัยภายนอกแบ่งเป็นภัยธรรมชาติและภัยที่เกิดจากมนุษย์ ในพระไตรปิฎกได้แสดงภัยคือสิ่งที่น่ากลัวไว้หลายอย่าง ในส่วนของธรรมชาติคืออัคคีภัย อุทกภัย ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หลายพื้นที่ในประเทศไทยกำลังประสบในช่วงนี้คืออัคคีภัย ในส่วนอื่นๆของโลกยังมีภัยที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว คลื่นทะเลถล่มเป็นต้น

เด็กๆกับลูกวัวยังไม่รู้จักแก่ เจ็บ ตายคืออะไร ชีวิตมีแต่เล่นและสนุกไปวันๆ
ส่วนภัยที่เกิดจากมนุษย์คือราชภัย และโจรภัย ก็จัดได้ว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ในอดีตเคยมีกษัตริย์ที่นับถือศาสนาอื่น เบียดเบียนทำร้ายพระพุทธศาสนา พระบิณฑบาตไม่ได้ ปฏิบัติศาสนกิจเช่นการทำวัตรสวดมนตร์ไม่ได้ ชุมนุมประกอบพิธีกรรมไม่ได้ พระก็อยู่ไม่ได้ พระพุทธศาสนาเมื่อไม่สัมพันธ์กับชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้ คำว่า “ราช” อาจหมายรวมถึงผู้มีอำนาจ พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดียยุคหนึ่งก็เพราะผู้มีอำนาจของลัทธิอื่นเผาทำลาย ไม่ให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ในที่สุดพระภิกษุค่อยๆหมดไปและหายไป ชาวพุทธที่เป็นฆราวาสก็ไม่มีพลังในการฟื้นฟู จนกระทั่งพระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดียอันเป็นเหมือนมาตุภูมินานประมาณ 700 ปี พึ่งได้รับการฟื้นคืนมาไม่นานนี่เอง ประเทศไทยนับว่ายังโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมืองไทยจึงไม่ค่อยมีราชภัยให้เห็น

แม่น้ำโขงฤดูแล้งน้ำจะลดลงบางแห่งแห้งขอด น้ำมากท่วม น้ำน้อยแล้ง
โจรภัยมักเกิดในช่วงที่ข้าวยากหมากแพง เมื่อคนไม่มีอะไรจะกินก็จะทำการปล้นสะดมภ์ ประชาชนเกิดความกลัวไม่มั่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน ก็ทำมาหากินไม่ได้ หลังน้ำลดพืชพันธ์ธัญญาหารของชาวบ้านเสียหาย ข้าวในนาที่กำลังออกรวงก็ถูกน้ำท่วมย่อยยับ โจรภัยอาจจะตามมาหลังน้ำลด เพราะอุทกภัยทำให้คนหมดตัวไปหลายแห่ง หากทางราชการไม่ป้องกันให้ดีจะมีโจรภัยมาทำความเสียหายซ้ำเติมไปอีก
ส่วนภัยที่มาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่มักจะถูกปิดบังซ่อนเร้นไว้เพื่อไม่ให้มนุษย์กังวลกับภัยที่น่ากลัวซึ่งมีอยู่ประจำกายของแต่ละบุคคล ภัยชนิดนี้ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นภัยภายในดังที่ท่านแสดงไว้ในปฐมภยสูตร อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต (21/119/316) “ภัย (สิ่งที่น่ากลัว) 4 ประการนี้คือ ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย” แปลอย่างไทยๆได้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อภิกษุเห็นภัยทั้งสี่ประการนี้จึงได้ออกบวชและบำเพ็ญสมณธรรม หรือแม้แต่พุทธศาสนิกชนหากมองเห็นว่าชีวิตเต็มไปด้วยภยันตราภายในก็ควรพิจารณาให้เห็นความจริงจะได้ไม่เศร้าโศกเกินไปเมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจไป เหตุผลข้อหนึ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช ก็เพราะกลัวว่าจะต้องเวียนว่าย ตายเกิดอีกต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นพระพุทธเจ้า ภัยทั้งสี่ประการนี้มีอยู่ในทุกคนต้องทำความเข้าใจให้ชัดเมื่อวิบัติจะได้ไม่เศร้าโศกจนเกินไป

หลวงพ่อกำลังพิจารณาอะไรอยู่ในใจ
ภัยทั้งสี่เป็นเรื่องจำเพราะบุคคลจะแก่เจ็บตายแทนกันไม่ได้ดังที่แสดงไว้ในภยสูตร อังคุตรนิกาย ติกนิบาตไว้ว่า “เมื่อบุตรแก่ มารดาก็ขอร้องไม่ได้ว่าข้าพเจ้าจะแก่เองขอบุตรของข้าพเจ้าอย่าแก่เลย หรือเมื่อมารดาแก่บุตรก็ขอร้องไม่ได้ว่าข้าพเจ้าจะแก่เอง ขอมารดาข้าพเจ้าอย่าแก่เลย เมื่อบุตรเจ็บมารดาก็ขอร้องไม่ได้ว่าข้าพเจ้าจะเจ็บเอง ขอบุตรอย่าเจ็บเลย หรือเมื่อมารดาเจ็บบุตรก็ขอร้องว่าข้าพเจ้าจะเจ็บเอง ขอมารดาอย่าเจ็บเลย เมื่อบุตรตายมารดาก็ขอร้องไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าจะตายเอง ขอบุตรอย่าตายเลย หรือเมื่อมารดาตาย บุตรก็ขอร้องไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าจะตายขอมารดาอย่าตายเลย ภัย 3 นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เป็นอมาตาปุตติกภัยแท้ ภัยคือสิ่งที่น่ากลัว ความหวาดเสียว ขนชูชัน ความสะดุ้ง กลัวแห่งจิตเกิดขึ้น เพราะอาศัยชรา พยาธิ มรณะ”
การที่จะพ้นจากภัยภายในนั้น ไม่มีใครทดแทนกันได้ บุตรเจ็บหรือตายแทนมารดาไม่ได้ เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคล เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงจัดเป็นภัยภายในที่มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาก็ต้องประสบกับธรรมชาติที่แน่นอน ไม่มีใครหนีพ้นสภาวธรรมคือความตายได้ บางท่านตายแต่ยังน้อย บางท่านตายเพราะอุบัติเหตุ หรือตายเพราะหมดอายุขัย ธรรมชาตินี้เป็นเหมือนกันหมดทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์

ถนนช่วงสิงห์บุรี-กรุงเทพฯ ตอนเย็นๆจะมีรถบรรทุกอ้อยล้นคันวิ่งตามท้องถนนน่ากลัว
ภัยภายในเราต้องทำความเข้าใจและยอมรับด้วยใจที่เป็นกลางเพราะทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว “เราหนีแก่ไม่ได้ หนีตายไม่พ้น ทุกคนต้องตาย เราจึงหนีภัยภายในไม่รอด”
ภัยภายนอกที่เกิดจากธรรมชาติมักจะมาเมื่อมนุษย์เอาเปรียบและทำลายธรรมชาติเพราะความเห็นแก่ได้ เมื่อธรรมชาติเสียสมดุลย์ เราจึงได้เห็นภัยแปลกๆที่เกิดจากธรรมชาติที่ไม่คิดว่าจะได้พบ เช่นน้ำหลากท่วมบ้าน โคลนถล่มท่วมทับหายไปทั้งหมู่บ้าน ภูเขาพัง หรือแม้แต่คลื่นทะเลกลายเป็นสึนามิ กลืนชีวิตและบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้หลายคนไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะเกิดภัยประเภทใดขึ้นอีก ซึ่งจะร้ายแรงกว่าที่ผ่านมาหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้ จึงต้องรอดูกันต่อไป
ส่วนภัยที่เกิดจากราชภัยและโจรภัย เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าภัยทั้งหลาย คำว่า “ราช” หมายรวมถึงผู้เป็นใหญ่ ผู้นำหรือมีอำนาจในประเทศต่างๆ หากผู้นำหลงอำนาจก็จะเป็นเหตุให้โลกเกิดสงครามลุกเป็นไฟ เผาไหม้มวลมนุษยชาติล้มตายเป็นใบไม้ร่วง โจรภัยนั้นหากปล้นเพื่อเอาชีวิตรอดก็พอให้อภัย แต่หากเป็นโจรโดยสายเลือดปล้นประเทศชาติและปล้นโลกก็จะทำให้โลกหายนะเร็วขึ้น

แม้ว่าภัยจากธรรมชาติจะน่ากลัว ภัยนั้นก็มิได้มาบ่อยๆ อาจนานทีปีละครั้ง เราพอป้องกันได้ ภัยภายในบั่นทอนทุกลมหายใจเข้าออก เราแก่ชราทุกวินาทีเมื่อเกิดก็เริ่มแก่ อาจจะเกิดเจ็บป่วยได้ทุกเวลา เพราะการเจ็บป่วยมาเยือนโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า อยู่ดีๆไม่ระมัดระวังข้ามถนนอาจโดนรถชนได้ บางคนไม่มีอะไรแท้ๆยังเผลอกัดลิ้นตัวเอง มนุษย์อาจตายได้ทุกเวลา หากเราไม่ประมาทเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตาย เมื่อมรณภัยมาถึงก็จะยิ้มรับได้อย่างสันติ มีคนเขียนเตือนใจไว้อย่างน่าฟังว่า "ให้เตรียมตัวก่อนตาย เตรียมกายก่อนแต่ง เตรียมน้ำก่อนแล้ง เตรียมแบงค์ก่อนเดินทาง" หากเตรียมพร้อมแล้วแม้ภัยพิบัติจะมาเยือนก็ไม่สะเทือนเรา
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
เรียบเรียง
03/03/53