ไซเบอร์วนาราม.เน็ต

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

laithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithai

           เปิดโทรทัศน์ดูข่าวหลังจากที่ไม่ได้ดูมาหลายวัน ทำให้คิดได้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเหลือเกิน มีหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นในโลกใบนี้ เรื่องมนุษย์ต่างดาวกลับมาโผล่เป็นหัวข้อข่าวอีกครั้ง ญี่ปุ่นก็ยังน่าเป็นห่วง ลิเบียก็ยังไม่จบ ทางภาคใต้ของไทยบางจังหวัดถึงกลับต้องเดินขบวนชูป้ายประท้วงเรื่องเงินค่าตอบแทนน้ำท่วม แต่มีข่าวหนึ่งเห็นแล้วชื่นใจเศรษฐิณีจากเชียงใหม่บริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคใต้ อย่างนี้น่าจะเรียกว่าเป็นความเมตตากรุณา ช่วยเพราะอยากช่วยจริงๆ โลกเปลี่ยนแปลงไวแต่ทำไมเราจึงยังอยู่ที่เดิม 


           จำบทกลอนนี้ได้ไหม “อันว่าความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน”เป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ ทรงแปลมาจาก The Merchant of Venice ของวิลเลียม เชกสเปียร์ เป็นภาษาไทยในชื่อว่า “เวนิสวาณิช” แปลมาจากสำนวนภาษาอังกฤษว่า “The quality of mercy is not strain'd, It droppeth as the gentle rain from heaven” สมัยเด็กเคยท่องเป็นบทอาขยาน แต่สมัยปัจจุบันไม่รู้ยังคงใช้ท่องอยู่หรือไม่ ไม่แน่ใจ ในกลอนบทนี้ใช้คำว่า “กรุณา”ซึ่งเป็นธรรมข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ความหมายของกรุณาคือเกิดขึ้นเองเพราะอยากช่วยเหลือผู้อื่น

 

 

           ในการทำบุญและอุทิศส่วนบุญให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย คนทำบุญมักคิดถึงคำว่า “สพฺเพ สตฺตา สทา โหนฺตุ อเวรา  สุขชีวิโน  กตํ ปุญญํ ผลํ มยหํ สพฺเพภาคี ภวนฺตุเต ฯ แปลว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีเวรและภัยแก่กันและกันเลย  ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงได้เสวยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญด้วยกาย วาจา ใจแล้วนั่นเทอญ” คำพูดเช่นนี้คือการแผ่เมตตาเบื้องต้นหรือ การแผ่เมตตาโดยย่อ พระสงฆ์จะกระทำหลังจากที่ไหว้พระสวดมนตร์ประจำวันเสร็จแล้ว หรือทายกทายิกาจะบำเพ็ญภายหลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว 
           พระสงฆ์มักจะสอนให้แผ่เมตตา แทนที่จะแผ่กรุณาเพราะกรุณาทำได้ยากกว่า เมตตานับเนื่องเป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารธรรมหมายถึงธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ  ธรรมเครื่องอยู่ของผู้มีคุณยิ่งใหญ่ ประกอบด้วย เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา ท่านได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า 
           เมตตา หมายถึงความรักปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วหน้า หรือจะแปลตามความหมายในภาษาบาลีว่า “เมตตา” แปลว่าความรัก ความเอ็นดู
           กรุณา ความสงสาร คิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ หรือจะแปลตามความหมายในภาษาบาลีว่า “กรุณา” แปลว่าความกรุณา ความเอ็นดู
           มุทิตา  ความยินดีในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุขมีสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุขเจริญงอกงามยิ่งขึ้น บาลีก็แปลว่าความยินดี
           อุเบกขา วางใจเป็นกลาง วางเฉยสงบใจมองดูในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำเพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว ภาษาบาลีนิยมใช้คำว่า “อุเปกขนา” แปลในความหมายเดียวกันว่า อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง ความวางเฉย

 

          ความหมายของเมตตาและกรุณาแปลคล้ายกันคือความเอ็นดูเหมือนกัน ในหลักสูตรนักธรรมเวลาเรียนจึงอธิบายได้ยากและได้กำหนดความต่างกันไว้คือ เมตตา หมายถึงปารถนาให้คนอื่นมีความสุข ส่วนกรุณา ปารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ หากสังเกตให้ดีจะเห็นความหมายที่ต่างกัน พระพุทธเจ้าทรงมีพระกรุณาคุณคือพระองค์อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ส่วนเมตตาคุณนั้นมีอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนอีกสองคำคือ มุทิตา และอุเบกขานั้นกระทำได้ยากกว่าเมตตาและกรุณาเสียอีก แต่เมื่อคุณธรรมนี้มีอยู่ในจิตใจของผู้ใดผู้นั้นจึงเป็นเหมือนพรหม         
           การจะแสดงพรหมวิหารให้บริบูรณ์นั้นทำได้ยาก มีตัวอย่างของแม่ที่ประพฤติพรหมวิหารที่มีคำอธิบายไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม หน้า 126 ดังนี้  “เมื่อลูกยังเล็กเป็นเด็กเยาว์วัย แม่เมตตา รักใคร่เอาใจใส่ ถนอมเลี้ยงให้เจริญเติบโต   เมื่อลูกเจ็บไข้เกิดมีทุกข์ภัย แม่กรุณา ห่วงใยปกปักรักษาหาทางบำบัดแก้ไข  เมื่อลูกเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวสวยสง่า แม่มุทิตา พลอยปลาบปลื้มใจ หวังให้ลูกสดใสอยู่นานเท่านาน เมื่อลูกรับผิดชอบกิจหน้าที่ของตนขนขวายอยู่ด้วยดี แม่อุเบกขา มีใจนิ่งสงบเป็นกลางวางเฉยคอยดู” ลองนำไปเทียบเคียงกับเรื่องอื่นๆดู
        เมตตาจึงเป็นธรรมเบื้องต้นในการเป็นอยู่อย่างประเสริฐประดุจพรหม วิธีปลูกสร้างเมตตาก็คือการเจริญเมตตาหรือนิยมเรียกว่าการเจริญเมตตา ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ในส่วนของผู้แผ่เมตตานั้นท่านแสดงอานิสงส์ไว้ในเมตตาสูตร อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต ดังนี้ (24/222/361)“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับสั่งสมดีแล้ว ปรารภด้วยดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการคือ ย่อมหลับเป็นสุข   ย่อมตื่นเป็นสุข ย่อมไม่ฝันลามก ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย  ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย   เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา ไฟยาพิษหรือศัสตราย่อมไม่กล้ำกรายได้ จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว สีหน้าย่อมผ่องใส เป็นผู้ไม่หลงไหลทำกาละ เมื่อไม่แทงตลอดคุณอันยิ่งย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ  อันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว  ทำให้เป็นดุจยาน  ทำให้เป็นที่ตั้ง  ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ  สั่งสมดีแล้ว  ปรารภด้วยดีแล้วพึงหวังอานิสงส์  11  ประการนี้แล”

 

           คำอธิบายของอานิสงส์แต่ละข้อมีปรากฎในอรรถกถาเมตตาสูตร พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกาทสกนิบาต เล่ม 5  หน้าที่ 551-553  สรุปได้ดังต่อไปนี้
           1.  สุขํ  สุปติ   ย่อมหลับเป็นสุข  เพราะไม่หลับเหมือนคนบางคนที่นอนกรนกระสับกระส่ายหลับเป็นทุกข์  แม้เมื่อหยั่งลงสู่ความหลับก็เป็นสุขเหมือนผู้เข้าสมาบัติ
           2. สุขํ  ปฏิพุชฺฌติ  ย่อมตื่นเป็นสุข  คนอื่น ๆถอนใจกระสับกระส่ายอยู่  ตื่นเป็นทุกข์ฉันใด  บุคคลผู้เสพเมตตาเจโตวิมุตติ  หาตื่นเป็นทุกข์ฉันนั้นไม่     ไม่มีอาการผิดปกติ    ตื่นเป็นสุข   เหมือนดอกปทุมกำลังแย้มอยู่ 
           3. น  ปาปํ สุปินํ  ปสฺสติ  ย่อมไม่ฝันลามก   บุคคลผู้เสพเมตตาเจโตวิมุตติ แม้เมื่อฝัน  ก็ฝันเห็นแต่เรื่องที่เจริญเท่านั้น  เป็นเหมือนไหว้พระเจดีย์   เหมือนกระทำการบูชา  เหมือนฟังธรรมอยู่ฉะนั้น  และย่อมไม่ฝันเห็นสิ่งที่ลามก      เหมือนคนพวกอื่นที่ฝันเห็นตนถูกพวกโจรพากันรุมล้อม เหมือนถูกสัตว์ร้ายทำร้ายเอา  และเหมือนกำลังตกเหวฉะนั้น
           4. มนุสฺสานํ  ปิโย  โหติ  ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย  คือบุคคลผู้เสพเมตตาเจโตวิมุตติ   ย่อมเป็นที่รัก   เป็นที่ชอบใจของมนุษย์ทั้งหลาย   เหมือนแก้วมุกดาหารที่สวมไว้ที่อก  และเหมือนพวงมาลัยประดับไว้ที่ศีรษะฉะนั้น
           5. อมนุสฺสานํ   ปิโย  โหติ  ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย   บุคคลผู้เสพเมตตาเจโตวิมุตติ     ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย  เหมือนเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย   ดุจพระวิสาขเถระเรื่องกล่าวไว้พิสดารแล้วในเมตตากรรมฐานนิเทศในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล

           6. เทวตา   รกฺขนฺติ  เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา ย่อมรักษาเหมือนมารดาและบิดารักษาบุตรฉะนั้น
           7. นาสฺส  อคฺคิ  วา   วิสํ  วา   สตฺถํ  วา   กมติ  ไฟ ยาพิษหรือศาตราย่อมไม่กล้ำกรายได้ 1  ความว่า  ไฟย่อมไม่กล้ำกราย  คือไม่เข้าไปพ้องพานร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา   เหมือนนางอุตตราอุบาสิกา  ยาพิษย่อมไม่กล้ำกราย  คือไม่เข้าไปทำอันตรายร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา  เหมือนพระจูฬสีเถระผู้สวดสังยุตตนิกายฉะนั้น หรือศัสตรา    ย่อมไม่กล้ำกราย  คือย่อมไม่เข้าใกล้ร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตาเหมือนสังกิจจสามเณรฉะนั้น  มีคำอธิบายว่า  ไฟ  ยาพิษ  ศัสตรา  ย่อมไม่ทำอันตรายร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา ในเรื่องนี้มีเรื่องแม่โคนมเป็นอุทาหรณ์ ได้ยินว่าแม่โคตัวหนึ่งกำลังยืนหลั่งน้ำนมให้แก่ลูกโคอยู่  นายพรานคนหนึ่ง  คิดว่า  เราจักแทงแม่โคนั้น   จึงใช้มือพลิกไปมาพุ่งหอกด้ามยาวไป  หอกนั้นแหละ  หมุนไปกระทบร่างแม่โคนมนั้น  เหมือนใบตาลปลิวไปกระทบฉะนั้น  เพราะกำลังอุปจารภาวนาหามิได้  เพราะกำลังอัปปนาภาวนาก็หามิได้  เป็นเพราะแม่โคนั้นมีจิตเกื้อกูลอย่างแรงในลูกโคอย่างเดียว  เมตตามีอานุภาพมากถึงอย่างนี้

 

           8.  ตุวฏํ  จิตฺตํ  สมาธิยติ จิตย่อมตั้งมั่นโดยรวดเร็ว  คือจิตของบุคคลผู้อยู่ด้วยเมตตา ย่อมตั้งมั่นได้รวดเร็ว  ความที่จิตนั้นตั้งมั่นช้าไม่มี
           9.  มุขวณฺโณ  วิปฺปสีทติ  สีหน้าย่อมผ่องใส  และหน้าของผู้นั้นย่อมมีสีแจ่มใส  เหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้วฉะนั้น
           10.  อสมฺมูฬฺโห  กาลํ  กโรติ  เป็นผู้ไม่หลงไหลทำกาละ  ชื่อว่า ความหลงตายของผู้อยู่ด้วยเมตตาไม่มี ย่อมไม่หลงทำกาละ  เหมือนกับก้าวลงสู่ความหลับ
           11.  อุตฺตรึ  อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต  เมื่อไม่แทงตลอดคุณอันยิ่ง ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก 1 ความว่า  บุคคลผู้อยู่ด้วยเมตตา  เมื่อไม่บรรลุพระอรหัตอันเป็นคุณวิเศษที่ยิ่งกว่าเมตตาสมาบัติ  จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว  ไปเกิดในพรหมโลก  เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ สั่งสมดีแล้ว ปรารภด้วยดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการนี้แล ฯ
หากจะสรุปให้ฟังง่ายอาจจะทำให้เข้าใจได้ดีขึ้นและง่ายแก่การจดจำคือ “หลับได้เต็มคืน  ตื่นได้เต็มวัน ไม่ฝันร้าย  พวกมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลายรักใคร่  เทวดาพอใจรักษา อันตรายจากศาสตราไม่กลายใกล้  จิตใจตั้งมั่นได้เร็วไว  สีหน้าผ่องใส  ไม่หลงไหลทำกาละ หากอยู่ในสังสาระก็เข้าถึงพรหม”  

           การแผ่เมตตานั้นผู้ทำแทบจะไม่ต้องลงทุนทำอะไรเลย เพียงแต่ตั้งใจมั่น ทำใจให้เป็นสมาธิแล้วกำหนดจิตแผ่ออกไป โดยลักษณะของเมตตาคือเป็นไปโดยอาการเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย โดยหน้าที่ คือน้อมนำประโยชน์เข้าไปให้แก่เขา  ผลที่ปรากฏชัดเฉพาะหน้าคือการกำจัดความอาฆาตแค้นเคืองให้หายไป และได้เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของสัตว์ทั้งหลาย และผู้แผ่เมตตายังได้รับผลตอบแทนหรืออานิสงส์ตามสมควร 

           ส่วนอานิสงส์ของกรุณานั้นยังค้นหาไม่พบ เอาไว้ค้นพบเมื่อไหร่จะนำมาบอกอีกที แต่ว่าเมตตากับกรุณามักจะมาพร้อมๆกัน คนที่ไม่มีเมตตาย่อมไม่มีกรุณา แต่คนที่มีเมตตาก็ย่อมมีกรุณาตามมาด้วย พระพุทธเจ้าทรงมีพระกรุณาคุณปรารถนาอยากให้สรรพสัตว์พ้นจากความทุกข์จึงได้ประกาศพระพุทธศาสนาและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนจะอยู่ต่อไปอีกกี่ปี่อันนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ตราบใดที่ยังมีพระพุทธศาสนาก็ขอตั้งจิตจะศึกษาให้เข้าใจ แม้จะยังไม่บรรลุก็ไม่เป็นไรสิ่งที่ได้ศึกษาก็ยังเป็นบารมีฝังอยู่ในจิตตลอดไป


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
21/04/54

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

กองธรรมสนามหลวง

กองบาลีสนามหลวง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัย  มมร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ(ธ)

เว็บไชต์นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธศาสน์ศึกษา มมร

 

วัดไทย

เว็บวัดในประเทศไทย

วัดไทยในต่างประเทศ

คณะสงฆ์ธรรมยุตUSA

 วัดป่าธรรมชาติ LA

พระคุ้มครอง

วัดธรรมยุตทั่วโลก

 

ส่วนราชการในประเทศไทย

มหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ส่วนราชการในประเทศไทย

กระทรวงในประเทศไทย

 

หนังสือพิมพ์ไทย

ไทยรัฐ
เดลินิวส์
มติชน
ผู้จัดการ
กรุงเทพธุรกิจ
คม ชัด ลึก
บ้านเมือง
ข่าวสด
ฐานเศรษฐกิจ
ประชาชาติธุรกิจ
สยามกีฬา
แนวหน้า
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกทูเดย์

 

ข่าวภาษาต่างประเทศ

ข่าว CNN

ข่าว BBC

Bangkok Post

The Nation

หนังสือพิมพภาษาต่างประเทศ

เมนูสมาชิก