พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลสก็ต้องเกิดอีก แต่จะเป็นภพภูมิใดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละบุคคล บางคนชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ ชาติก่อนอาจเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์มาก่อนก็ได้ ชาติหน้าอาจจะเกิดเป็นอะไรก็ได้ เรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นไม่มีใครหนีพ้น อย่างกรณีของอดีตมารดาของพระสารีบุตรยังเคยเกิดเป็นเปรต เพียงเพราะการพูดคำหยาบด่าคนอื่น แต่พอพระเถระอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็กลายเป็นเทพธิดาได้ในบัดดล
นางทำกรรมอะไรไว้จึงเกิดเป็นเปรต เรื่องนี้มีปรากฎในอรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ 2 ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม 2 ภาคสอง หน้าที่ 158 พระพุทธเจ้าได้แสดงบุพพกรรมของเปรตอดีตมารดาพระสารีบุตรสรุปความว่า “ในอดีตกาลเมืองพาราณสีมีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนใจบุญชอบให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจก ใครมาหาที่บ้านไม่เคยผิดหวัง ทุกคนรักเศรษฐีกันทั้งนั้น แต่ทว่าภรรยา เศรษฐีเป็นคนไม่ชอบให้ทาน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสามีก็ทำไปตามเรื่อง พอลับหลังสามีเท่านั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปภิกษุบิณฑบาตก็ไม่ใส่ แถมยังไล่ให้หนีไปที่อื่นอีกต่างหาก เมื่อคนเดินทางมาขอพักก็ไล่ให้ไปหาที่พักในที่อื่น เมื่อขอข้าวและน้ำนางก็บอกว่า “พวกท่านจงกินคูถ ดื่มมูตร ดื่มโลหิต กินมันสมองของมารดาท่าน” แล้วจึงระบุชื่อของสิ่งที่ไม่สะอาด น่าเกลียดแล้ว แถมยังถ่มน้ำลายไล่อีก

สามีภรรยาคู่นี้เป็นประเภทสามีเทวดาแต่มีเมียผีคือสามีดีแต่เมียร้าย เรื่องของบุพเพสันนิวาสก็ยากจะอธิบาย บางคนไม่มีความเหมาะสมกันเลยแต่ก็ยังอยู่ด้วยกันได้ ในชาตินั้นนางมีลูกชายคือพระสารีบุตรในปัจจุบัน พอนางเสียชีวิตก็ อันอานุภาพกรรมซัดไปก็บังเกิดในกำเนิดเปรตเสวยทุกข์อันเหมาะสมแก่วจีทุจริตของตน
ผลของการพูดวจีทุจริตนั้นพระพุทธเจ้าแสดงไว้ในสัพพลหุสสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต(23/130/193) ความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มุสาวาท(พูดเท็จ)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุดย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
ปิสุณาวาจา(พูดส่อเสียด)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งปิสุณาวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการแตกจากมิตรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
ผรุสวาจา(พูดคำหยาบ)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังเสียงที่ไม่น่าพอใจให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
สัมผัปปลาปะ(พูดเพ้อเจ้อ)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งสัมผัปปลาปะอย่างเบาที่สุด ย่อมยังคำไม่ควรเชื่อถือให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

นางเปรตนั้นเมื่อหวนระลึกถึงความสัมพันธ์กับพระสารีบุตรในชาติก่อน วันหนึ่งได้ทราบข่าวอดีตลูกชายได้กลับชาติมาเกิดเป็นพระสารีบุตร นางจึงต้องการเข้าไปหาพระสารีบุตรเพี่อขอส่วนบุญ นางเปรตเมื่อมาถึงสำนักของท่านพระสารีบุตรแล้วพอถึงประตูวิหาร เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูวิหารของท่านพระสารีบุตรนั้นห้ามเธอไม่ให้เข้าไปยังวิหาร นางเปรตนั้นได้บอกเทวดาว่านางเคยเป็นมารดาของพระเถระในชาติที่ห้านับถอยหลังแต่ปัจจุบันชาตินี้ไป ขอท่านได้โปรดจงให้ดิฉันเข้าประตูเพื่อจะได้ไปเยี่ยมเยือนพระเถระด้วยเถิด เทวดาได้ฟังดังนั้นจึงอนุญาตให้นางเข้าไป นางครั้นเข้าไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สุดที่จงกรมแสดงตนแก่พระเถระ
พอพระสารีบุตรครั้นได้เห็นนางเปรตนั้นเป็นผู้มีใจอันความกรุณาตักเตือน จึงถามด้วยคาถาว่า “ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอมมีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหรือจึงมายืนอยู่ในที่นี้”
นางเปรตจึงได้เล่าให้พระสารีบุตรฟังว่าเคยเป็นมารดาของพระเถระนับถอยหลังจากชาตินี้ไปห้าชาติ ตอนนี้ได้รับความลำบากมาก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขอให้พระเถระช่วยอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วยเถิด

เมื่อพระเถระได้ฟังในกาลต่อมาพระสารีบุตรได้สร้างศาลาถวายแก่สงฆ์ โดยอุทิศให้กับสงฆ์ที่จรมาจากทิศทั้งสี่ จากนั้นอุทิศส่วนกุศลไปให้กับนางเปรต เปรตเมื่อได้รับส่วนบุญก็ได้อุบัติเป็นนางเทพธิดาในบัดดล กรรมของแต่ละคนย่อมส่งผลไปถึงภพต่อๆไปได้ อย่าคิดว่าทำกรรมชั่วแล้วจะไม่ได้รับผลของกรรม ผลกรรมบางอย่างอาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้ มนุษย์อาจเป็นเคยเป็นพ่อเป็นแม่กับเราในชาติก่อนก็ได้
อย่านึกว่าการพูดวจีทุจริตคือพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ หรือด่าใครเขาแล้ว กรรมนั้นจะไม่ส่งผล ดูอย่างนางเปรตผู้เคยเป็นมารดาของพระสารีบุตรเป็นอุทาหรณ์
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
09/08/53