ไซเบอร์วนาราม.เน็ต

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

laithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithai

          สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “พลังศาสนาต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม” ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ อาคารรับสภา 2  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจโลกธรรมชาติและภัยพิบัติจากมุมมองของศาสนาต่างๆ (2) เพื่อกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากพลังของศาสนา (3) เพื่อร่วมกันพิจารณาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจริยศาสตร์ศาสนาและจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม (4) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาสนิกในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ
 

          ปรารภเหตุจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีพุทธศักราช 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นความจริงหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติ บางคนมองว่าภัยพิบัติในครั้งนี้เป็นการเอาคืนของธรรมชาติ เพราะมนุษย์เอาเปรียบและทำร้ายธรรมชาติมาโดยตลอด
          สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในบ้านเราคือผู้คนเริ่มตระหนักถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความสำคัญของโลกและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ หลายคนคิดว่าทางออกในการแก้ปัญหานั้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะช่วยได้  คนเหล่านี้เชื่อว่าศาสนาไม่เกี่ยวและไม่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ บางคนอาจคิดไปไกลถึงขนาดว่าเป็นเพราะศาสนาใหญ่ๆของโลกบางศาสนาสอนให้มนุษย์เอาเปรียบและเป็นนายเหนือธรรมชาติจึงทำให้โลกประสบกับปัญหาต่างๆ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

          คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมกิจการศาสนาและศานิกสัมพันธ์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้เห็นความสำคัญของศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม จึงเห็นว่าศาสนาควรได้รับการพิจารณาส่งเสริมสนับสนุนในฐานะพลังสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
          งานนี้จะว่าเกี่ยวข้องก็ไม่เชิงหรือไม่เกี่ยวข้องก็บอกลำบาก เขาเชิญเข้าร่วมฟังการอภิปรายในฐานะตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละท่านก็ว่ากันไปตามความคิดเห็นของตน จบการสัมมนาอาจจะได้บทสรุปนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้
          พลังศาสนาจะแก้ปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรนั้น ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ ศาสนาอื่นจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรนั้นไม่ทราบแต่สำหรับพุทธศาสนานั้น ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมแม้จะไม่ใช่ประเด็นหลักของศาสนาแต่ทว่าก็มีความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ออก มีหลายเรื่องที่บ่งถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นในพระวินัยในมุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ 10 ห้ามภิกษุขุดดิน (2/349/417) ดังพระบัญญัติ ว่า “อนึ่งภิกษุใดขุดก็ดี ให้ขุดก็ดีซึ่งปฐพี เป็นปาจิตตีย์ 

 

          ในภูตคามวรรค สิกขาบทที่ 1 ห้ามภิกษุพรากของเขียว(2/354/420) ดังพระบัญญัติ ว่า “เป็นปาจิตตีย์ในเพราะพรากภูตคาม”
          ในเสขิยวัตร ปาทุกาวรรค (2/877-879/830-832) ความว่า “ภิกษุไม่เป็นไข้จักไม่ถ่ายปัสสาวะ ถ่ายอุจจาระ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ  ในสิกขาบทที่ 14 ความว่า “ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะหรือบ้วนเขฬะบนของสดเขียว” ในสิกขาบทที่ 15 ความว่า “ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะหรือบ้วนเขฬะในน้ำ” ในสิกขาบทที่ 16 ความว่า “ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่อาพาธ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะหรือบ้วนเขฬะในน้ำ” 
          อาจจะบอกได้ว่านั่นคือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง หรือมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นแฝงอยู่เช่นการห้ามไม่ให้ภิกษุพรากของเขียวอันหมายถึงสิ่งมีชีวิต อาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ก็ได้ จึงมีวัตถุประสงค์สองอย่างคือห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิต และวัตถุประสงค์อีกอย่างคือรักษาความสมดุลของธรรมชาติไปด้วย
          การทำลายธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอาจจะมาจากหลายสาเหตุ ความจริงมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมทุกวันอยู่แล้ว อาหารที่เรากินทุกวันนั่นก็มาจากสิ่งมีชีวิต สิ่งที่เราอยู่อาศัยเช่นบ้านพักต่างๆก็ทำมาจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติ ต้นไม้ หิน ทราย ที่รวมตัวกันจนกลายสภาพเป็นที่พักอาศัยก็มาจากธรรมชาติ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มนุษย์สวมใส่ก็ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ หากจะจำกัดความว่า “สิ่งแวดล้อมคือทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา” ทุกอย่างก็คือสิ่งที่มนุษย์เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่เกี่ยวข้องก็ต้องนับว่าคือสิ่งแวดล้อม หากมนุษย์ไม่ช่วยกันรักษาสภาพธรรมชาติไว้ในอนาคตความสมดุลของธรรมชาติก็จะเสียไป ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาเช่นน้ำท่วม ฝนแล้ง เป็นต้น

 

          ในพระพุทธศาสนามีพุทธภาษิตที่แสดงถึงการสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะจากสิ่งที่จะทำให้ธรรมชาติรื่นรมย์น่าอยู่อาศัย ดังที่แสดงไว้ในวนโรปสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (15/146/44) ครั้งนั้นมีเทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์”
          พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า  “ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้(ใช้ร่มเงา)
สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทานและบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์”
          การสัมมนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน มาจากสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการ ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา ครูผู้อบรมและสอนศีลธรรม ผู้นำนักศึกษา ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน นักวิชาการด้านจริยศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กระทรวง ทะบวงกรมและหน่วยงานของรับที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไป  

 

          การสัมมนาครั้งนี้ไม่มีบทสรุปแต่มีจุดเริ่มต้นโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากวิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากทุกศาสนา ในอดีตมักจะได้ยินคำว่า “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” แต่ในการสัมมนาในครั้งนี้ได้ยินอีกคำหนึ่ง “ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม” โดยอาศัยพลังทางศาสนา ส่วนจะได้ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ก็คอยติดตามข่าวสารกันต่อไป  

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
10/07/55

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

กองธรรมสนามหลวง

กองบาลีสนามหลวง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัย  มมร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ(ธ)

เว็บไชต์นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธศาสน์ศึกษา มมร

 

วัดไทย

เว็บวัดในประเทศไทย

วัดไทยในต่างประเทศ

คณะสงฆ์ธรรมยุตUSA

 วัดป่าธรรมชาติ LA

พระคุ้มครอง

วัดธรรมยุตทั่วโลก

 

ส่วนราชการในประเทศไทย

มหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ส่วนราชการในประเทศไทย

กระทรวงในประเทศไทย

 

หนังสือพิมพ์ไทย

ไทยรัฐ
เดลินิวส์
มติชน
ผู้จัดการ
กรุงเทพธุรกิจ
คม ชัด ลึก
บ้านเมือง
ข่าวสด
ฐานเศรษฐกิจ
ประชาชาติธุรกิจ
สยามกีฬา
แนวหน้า
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกทูเดย์

 

ข่าวภาษาต่างประเทศ

ข่าว CNN

ข่าว BBC

Bangkok Post

The Nation

หนังสือพิมพภาษาต่างประเทศ

เมนูสมาชิก