ในสังคมมนุษย์นั้นนับถือกันว่าคนที่มีความรู้ย่อมมีโอกาสที่จะทำดีได้ัมากกว่าคนที่ไม่รู้ ตามทัศนะของพระพุทธศาสนาแล้วได้จัดเรื่องของสิ่งที่ควรรู้กับสิ่งที่ไม่ควรรู้ไว้ ในทางการปฏิบัติควรรู้ตามสิ่งที่เรียกว่าทางแห่งการทำความดีคือรู้ในการกระทำทางกาย วาจา จิตของตนเองแล้วดำเนินการปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ถือว่าเป็นผู้รู้ดีย่อมเป็นผู้เจริญ ส่วนผู้ที่รู้ในทางตรงกันถือว่ารู้ชั่วเป็นทางแห่งความเสื่อม
คำว่า "ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ผู้รู้ชั่วเป็นผู้เสื่อม" นี้มาจากคาถาในปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต (๒๕/๓๐๓/๒๖๗) เมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่เชตวันวิหารเมืองสาวัตถี ได้ตอบคำถามของเทวดาตนหนึ่งที่เข้ามาถามถึงเหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญ พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงไว้อย่างนั้น ดังภาษาบาลีว่า "สุวิชาโน ภวํ โหติ ทุวิชาโน ปราภโว"
ผู้รู้ดีหมายถึงรู้ในแนวทางแห่งการทำดีที่เรียกว่ากุศลกรรมบถสิบประการที่มาใน(ที. มหา. ๑๐/๓๕๙., ที ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม. มู. ๑๒/๕๒๓.) ซึ่งเป็นการกระทำทางกาย วาจา ใจนั่นเองได้แก่
.jpg)
การกระทำทางกายที่เรียกว่ากายกรรมเกิดได้ ๓ อย่าง
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม
การกระทำทางวาจาคือพูดที่เรียกว่า วจีกรรม ๔ อย่าง
๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ
๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด
๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ
การกระทำทางใจคือการคิดที่เรียกว่า มโนกรรม ๓ อย่าง
๘. อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา
๙. อพยาบาท ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม
กรรมทั้ง ๑๐ อย่างนี้เป็นทางบุญควรดำเนิน ผู้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ในเรื่องทั้งสิบเรื่องนี้เป็นผู้จะเจริญ ส่วนผู้ที่รู้ในทางตรงกันข้ามเป็นผู้เสื่อม

พุกามประเทศได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งเจดีย์ มีเจดีย์เรียงรายสลับซับซ้อนสูงๆต่ำๆหลายพันองค์ ที่ซุ้มประตูรอบเจดีย์แต่ละองค์มักจะมีคนแก่เฝ้ารักษาคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่จะเข้าไปไหว้พระสวดมนต์ ในเวลาปลอดคนคนแก่เหล่านั้นก็จะเป็นผู้ไหว้พระสวดมนต์นั่งเจริญจิตภาวนาเสียเอง ดังเช่นยายคนหนึ่งที่เจดีย์ไม่มีชื่อแห่งพุกาม เมียนมาร์ ยายอายุมากแล้วปฏิบัติธรรมคือการเฝ้ารักษาเจดีย์และสวดมนต์ทุกวัน ยายบอกว่าบ้านอยู่แถวนี้จึงมาได้ทุกวัน อีกอย่างงานต่างๆก็ไม่ต้องทำแล้ว เพราะมีลูกหลานรับผืดชอบไปหมดแล้ว ยายสละทรัพย์สมบัติทุกอย่างแล้ว ปล่อยให้ชีวิตอยู่ในธรรมะ จะตายวันไหนก็มิได้สนใจ เพราะชีวิตมีความตายเป็นสุดอยู่แล้ว
ยายบอกกับเราว่า "ยายไม่มีความรู้อะไร รู้อยู่อย่างเดียวว่าควรทำดี อันไหนที่คิดว่าเป็นความดียายจะทำทันที"
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
เรียบเรียง
๐๕/๐๒/๕๓