Cybervanaram.net

   Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

         เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องแต่งกายทำให้มนุษย์มองดูมีฐานะขึ้น บางคนแม้จะยากดีมีจนอย่างไรก็ขอให้แต่งตัวสวยงามไว้ก่อน สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงๆ เงินในกระเป๋าจะมีหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนคนที่แต่งตัวมอซอเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ แม้จะมีเงินมากแต่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ หากมองมนุษย์เพียงเครื่องแต่งกายภายนอกก็ยากที่จะเข้าใจความดีที่ซ่อนอยู่ภายใน บางคนอาจจะเป็นประเภทผ้าขี้ริ้วห่อทองก็ได้
 

         ในโลกนี้มีอาชีพมากมายที่มนุษย์แต่ละคนสามารถเลือกประกอบอาชีพได้ อย่างน้อยคนๆหนึ่งควรจะมีอาชีพหนึ่งเพื่อจะได้หาเงินมาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว หากอาชีพนั้นสุจริตไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แม้จะไม่มีเกียรติอะไร แต่หากทำด้วยความสุขแล้วอาชีพนั้นก็ไม่ได้แปลกหรือแตกต่างจากอาชีพอื่นๆแต่อย่างใด แต่หากคนบางคนทำงานที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนแม้จะเป็นงานอดิเรก แต่หากทำบ่อยๆเข้าก็จะกลายเป็นอาชีพ
         ในวัดแต่ละแห่งมักจะมีตู้บริจาคไว้เพื่อที่จะให้ผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา คนบางคนแม้จะบริจาคด้วยการทำบุญ แต่ก็ไม่อยากให้ใครเห็นว่าบริจาคเท่าไหร่ จึงเลือกที่จะใส่ตู้บริจาคแทนที่จะนำมาถวายต่อพระสงฆ์โดยตรง ตู้บริจาคบางแห่งมีเงินบริจาคจำนวนมาก บางวัดที่มีชื่อเสียงต้องจ้างเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างดี เพราะหากเผลอเมื่อไหร่ตู้บริจาคก็มักจะถูกขโมยโดยผู้ไม่ประสงค์ออกนามหายเข้ากลีบเมฆไปเลย สิ่งที่ขโมยง่ายที่สุดอย่างหนึ่งคือตู้บริจาคนี่แหละ

 

         แสน (นามสมมุติ) อาศัยข้าวก้นบาตรจากพระสงฆ์เลี้ยงชีวิตมานานแล้ว และมักจะนอนที่ศาลาหน้าวัดร่วมกับคนตกงานอีกสองสามคน แสนช่วยทำงานวัด  แสนทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้รักษาความสงบภายในวัดไปด้วย แสนเคยเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนผมเป็นคนงานก่อสร้าง ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท  ทำมานานหลายปีเปลี่ยนงานไปหลายแห่ง เมื่อตกงานก็หันไปดื่มเหล้าที่เขาเรียกว่าดื่มเหล้าเผากลุ้มนั่นแหละครับ แต่พอนานเข้ามันเลิกไม่ได้ ชีวิตผมดูเหมือนจะขาดเหล้าไม่ได้ ถ้าไม่มีเหล้าก็ไม่มีแรง การทำงานในเวลาต่อมาจึงทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อเหล้า ดื่มเหล้าก็ต้องเมา ทำให้งานเขาเสียหาย ในที่สุดก็ไม่มีใครจ้าง”
         “มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อจ้างให้ผมขุดท่อล้างท่อน้ำที่อุดตัน ให้เงินผมตั้งสามร้อยบาท จากนั้นก็จ้างผมทำนั่นทำนี่ภายในวัด ช่วงที่ทำงานผมก็นอนที่ศาลาวัดนั่นแหละครับ ในที่สุดผมเลยยึดมุมศาลาวัดเป็นที่พักถาวรไปเลย อยู่ที่วัดผมไม่ค่อยได้ดื่มเหล้าเพราะกลัวหลวงพ่อจะเสียชื่อเสียง อาจจะถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงคนขี้เมา ผมเลยต้องแอบไปดื่มที่อื่น พอเมาได้ที่ก็กลับมาหลบนอนที่ศาลาวัด อยู่ในวัดผมไม่ดื่มเหล้านะครับ ผมไปดื่มข้างนอกเมาแล้วจึงกลับมานอน ผมตั้งใจจะเลิกเหล้าให้ได้ก่อนตาย” แสนเล่าประวัติให้ฟังในเย็นวันหนึ่ง
         นานๆครั้งจึงจะเห็นแสนเมาเหล้า เขาคงพยายามเลิกเหล้าจริงๆ อย่างที่เคยพูดไว้ แม้ว่าแสนจะไม่เมาแต่คนส่วนหนึ่งก็ยังเรียกแกว่า “แสนขี้เมา” แสนมักจะหายหน้าไปครั้งละหลายวัน แกบอกว่า “ผมไปทำงานนะครับ” แต่แสนก็ไม่ได้บอกว่าเป็นงานอะไร แสนก็ชอบนอนที่ศาลาท่าน้ำหน้าวัด ลงอาบน้ำในคลองที่บางวันใสสะอาด แต่บางวันเน่าเหม็น คนที่ผ่านมาผ่านไปก็ไม่ได้สนใจ เพราะแสนก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร มีงานที่วัดก็ช่วยทำ ไม่มีงานก็อยู่เฉยๆ

 

         ตั้งแต่แสนชายขี้เมามาพักที่วัดมักจะมีสิ่งของภายในวัดหายอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยจับขโมยได้เลยสักครั้ง แม้จะสงสัยว่าสิ่งของที่หายไปเป็นฝีมือของแสนชายขี้เมาคนนั้น แต่ก็ไม่เคยหาหลักฐานมามัดตัวแสนได้เลยสักครั้ง ทุกครั้งที่มีของหายแสนก็มักจะเป็นธุระตรวจโน่นตรวจนี่ แต่ก็หาหลักฐานอะไรไม่ได้เลย คนขี้เมามักจะถูกสงสัยไว้ก่อนเสมอ
         วันหนึ่งตู้บริจาคที่ศาลาบุรพาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสหายไป หาอย่างไรก็ไม่พบ คงมีเงินในตู้นั้นหลายบาท พระที่รับผิดชอบบอกว่าตั้งแต่ต้นปีมาแล้วยังไม่เคยเปิดตู้บริจาคเลย ไม่ทราบว่ามีเงินอยู่ในนั้นเท่าไหร่ แสนชายขี้เมาก็ยังกุลีกุจอถามนั่นถามนี่เหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในการสืบสวน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะหาตู้บริจาคที่หายไปนั้นพบ แทบทุกคนต่างก็พุ่งเป้าความสงสัยไปที่แสนชายชราคนนั้น
         เช้าวันหนึ่งมีคนพบศพแสนชายชราขี้เมาลอยขึ้นมาจากคลองหน้าวัด ใกล้ๆศาลาหน้าวัดนั่นเอง  เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าแกเสียชีวิตเพราะดื่มเหล้ามากเกินไป และคงร้อนอยากจะอาบน้ำ คาดว่าคงเป็นลมสิ้นสติและเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว  ใกล้บริเวณที่แสนเสียชีวิตนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่สำรวจหาหลักฐานจึงพบตู้บริจาคซ่อนอยู่ใต้น้ำ พร้อมทั้งพบสิ่งของต่างๆอีกหลายอย่างที่เคยสูญหายไปก่อนหน้านี้

 

         ใต้ที่นอนของแสนมีจดหมายเขียนด้วยลายมือฉบับหนึ่งสั้นๆว่า “ผมพบสิ่งของที่สูญหายไปจากวัดแล้ว พร้อมทั้งตู้บริจาค มีคนแอบซ่อนไว้ใต้น้ำในคลองหน้าวัด”  พร้อมทั้งมีบัญชีเงินฝากธนาคารอีกเล่มหนึ่ง ยอดบัญชีหนึ่งแสนบาท ที่หน้าสุดท้ายสมุดเงินฝากธนาคารนั้นมีอักษรเพียงสองคำสั้นๆว่า “ถวายวัด”
         งานศพของแสนจัดอย่างเรียบง่ายและทำพิธีฌาปนกิจที่เมรุเผาศพประจำวัดนั่นเอง ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลย เขาอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดชีวิต เหมือนมาคนเดียวและไปคนเดียว มาตัวเปล่าไปตัวเปล่า เหมือนคำกลอนที่ว่า “เมื่อเกิดมามีอะไรมาด้วยเจ้า เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา”  ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับคนขโมยตู้บริจาคตู้นั้นได้เลย มาทราบภายหลังว่าแสนประกอบอาชีพขอทานมานานหลายปีแล้ว เป็นขอทานที่มีเงินฝากธนาคารถึงหนึ่งแสนบาทและบริจาคเงินที่หามาได้เข้าวัด

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
03/05/55

 

ใครออนไลน์

มี 291 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
3487512

ค้นหา

Go to top