Cybervanaram.net

   Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ชิมิ ชิมิ

            ในโลกออนไลน์คงมีหลายคนที่เคยเห็นและคุ้ยเคยกับคำเหล่านี้เช่น“ชิมิๆ มักๆ หุๆ ห้าๆ เป็นต้น” คำบางคำมีใช้เฉพาะกลุ่ม คนบางกลุ่มอาจฟังไม่รู้เรื่องหรืออาจตีความหมายไปในทางอื่นก็ได้ แต่ในกลุ่มแล้วพวกเขาเข้าใจความหมาย แม้แต่ในทางการเมืองสมัยหนึ่งก็พยายามที่จะใช้คำว่า “เหวง”มาใช้ในความหมายว่า “พูดไม่รู้เรื่อง”แต่คำนี้ไม่ติดปากประชาชน ในที่สุดก็ต้องหายไป ภาษาพูดก็เหมือนกับมนุษย์นั่นแหละมีเกิดมีตายเหมือนกัน 


            ปกติก็ไม่ค่อยได้ฟังเพลงอยู่แล้ว วันหนึ่งมีคนส่งเพลง “ชิมิ” ของนักร้องสาวกลุ่มหนึ่งมาให้ พร้อมกับขอความเห็นว่า คำว่า “ชิมิๆ”มันหมายถึงอะไร เป็นคำมาจากภาษาอะไร สงสัยจะกลายเป็นคนตกรุ่นไปนานแล้ว เพราะต้องยอมรับว่าพึ่งเคยฟังเพลงนี้จบครั้งแรก ส่วนมากหากได้ยินจากโทรทัศน์ก็จะเปลี่ยนไปช่องอื่น ชีวิตเราเลือกได้ไม่ชอบก็ไม่ฟัง แต่วันนี้เปิดฟังหลายรอบ จึงพอจะคาดคะเนได้ว่า คำว่า “ชิมิ” ในเพลงของวัยรุ่นกลุ่มนี้น่าจะหมายถึง “ใช่ไหม”เป็นคำถามเพื่อให้เกิดความแน่ใจเช่นเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า “เธอเข้ามาทักเพราะเห็นว่าน่ารัก…ชิมิๆ  ทำถามว่ากี่โมงอยากได้เบอร์โทร...ชิมิๆ แล้วถามว่าเรียนกี่โมงอยากตามไปส่ง...ซิมิๆ” 

 

            ความหมายที่ต้องการสื่อคงใช้ในความหมายว่า “ใช่ไหม”นั่นเอง เด็กๆเขามีคำพูดที่ใช้ในกลุ่มของพวกเขา แต่นักวิชาการด้านภาษาคงไม่เห็นด้วย เพราะทำให้ภาษาเพี้ยน ภาษานั้นหากจะเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนอย่างมีหลักการ จึงจะกลายเป็นความงอกงาม แต่หลักการอะไร งอกงามอย่างไรนั้นก็ต้องมาตีความกันอีกที ส่วนมากมักจะเป็นไปตามความเห็นนักวิชาการด้านภาษาหรือความเห็นของราชบัณฑิตยสภา
            ศัพท์บัญญัติทางคอมพิวเตอร์ที่ราชบัณฑิตยสภา บัญญัติไว้บางคำก็ไม่เป็นที่นิยมเหมือนกัน เช่นคำภาษาอังกฤษว่า “Hard Ware” บัญญัติว่า “กระด้างภัณฑ์”   “Soft Ware” บัญญัติว่า “ลมุลภัณฑ์” เป็นต้น สองคำนี้แทบค่อยจะไม่มีใครนำมาใช้ ส่วนมากจะใช้คำตามภาษาอังกฤษคือ “ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์” หากใครที่ใช้ตามที่ราชบัณฑิตยสภาบัญญัติไว้ก็ต้องบอกว่าเป็นคนที่เคร่งครัดตามหลักการของภาษามากคนหนึ่ง 
            สมัยหนึ่งก็เคยค้านคำว่า “เดี้ยน” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “ดิฉัน” พอพูดเร็วๆก็จะฟังเป็น “เดี้ยน” พอนานๆเข้าก็เห็นมีใช้กันทั่วไปแล้ว 

            ผู้เขียนเห็นว่าภาษานั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลง หากไม่เปลี่ยนแปลงเลยภาษาก็จะตายเช่นภาษาไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง คำว่า “กู” เป็นคำสุภาพใช้พูดกันทั่วไป แต่พอมาถึงสมัยปัจจุบันกลายเป็นคำหยาบต้องเปลี่ยนใหม่เป็น “ผม กระผม ข้าพเจ้า” เป็นต้น ในภาษาอังกฤษใช้คำเดียวคือ “I”ภาษาบาลีก็ใช้คำเดียวคือ “อหํ หรือ อหัง หรือ Aham”ใช้เป็นประธานในประโยคซึ่งมาจากรากศัพท์เดิมว่า “อมฺห” มีแต่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธแห่งวัดบ้านไร่ โคราช ที่ใช้คำว่า “กู”จนติดปาก และท่านก็ใช้กับทุกคน จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว วันไหนที่ได้ยินหลวงพ่อคูณพูดว่า “ผมหรืออาตมา” กับใครวันนั้นต้องมีความผิดปกติเป็นแน่ คนรอบข้างต้องระวังให้ดี
            พยายามค้นหาความหมายในอินเทอร์เน็ตว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยังไม่ได้บัญญัติคำนี้ไว้ มีเพียงคำที่คิดว่าใกล้เคียงคือใช่ ซึ่งอธิบายไว้ว่า “ใช่ ว. คํารับรองแสดงว่า เป็นเช่นนั้น, เป็นอย่างนั้น, ถูก, แน่; บางทีก็ใช้เป็นคําปฏิเสธหมายความว่า ไม่ใช่ เช่น ใช่คน ใช่สัตว์ ใช่ว่า” 

            แต่คำว่า “ใช่ไหม” สื่อไปในทางขอความเห็นหรือคำถามเหมือนกับคำว่า “ใช่หรือไม่” คำตอบที่เกิดจากคำถาม “ใช่หรือไม่” มักจะสื่อไปในทางเห็นด้วย เมื่อเด็กรุ่นใหม่นำมาใช้ ทำให้เสียงเพี้ยนไปว่า “ชิมิ” จึงน่าจะสื่อความหมายไปในทางถามเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดหรือคิดนั้นมีคนเห็นด้วย

            ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย เช่นภาษาบาลีที่ถือว่าเป็นภาษาที่ใช้จารึกคำสอนของพระพุทธศาสนา คำบางคำไม่มีใช้ในสมัยนั้น พอมาถึงยุคปัจจุบันก็ต้องบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้แทนเช่น “เครื่องคอมพิวเตอร์” ก็มีผู้บัญญัติว่า “วิเสสมุทธายันตัง”แปลตามความหมายของคำศัพท์ว่า “เครื่องยนต์ที่มีสมองอันเลิศวิเศษ” เครื่องโทรศัพท์ ใช้คำว่า “ทูรสทฺทสวนยนฺตํ”แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องยนต์ที่ได้ยินเสียงในระยะไกล” เป็นต้น บัญญัติตามความหมาย ส่วนจะเป็นที่นิยมหรือไม่นั้น ภาษาที่บัญญัติใหม่ก็ไม่ได้เสียหายแต่ประการใด
            ภาษาจึงเป็นเครื่องแสดงถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคม หากสังคมใดยังคงพูดภาษาเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะจำกัดวงอยู่เฉพาะสังคมนั้นๆ โลกยุคปัจจุบันอย่างน้อยต้องรู้สามภาษาคือภาษาของตนเอง ภาษาคอมพิวเตอร์และภาษาสากล(อาจะเป็นภาษาอะไรก็ได้ที่สากลเขาใช้กันเช่น อังกฤษ จีน สเปน เป็นต้น) และภาษาที่ควรรับฟังอีกภาษาหนึ่งคือภาษาวัยรุ่น จะได้ไม่เป็นคนตกยุค ครอบครัวบางแห่งพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะไม่เข้าใจภาษาของวัยรุ่นนี่เอง 

            ภาษานั้นต้องมีหลักภาษาของแต่ละภาษาไว้เพื่อเป็นแบบหรือมาตรฐานในการใช้คำแต่ละคำ แต่ภาษาพูดบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามกฎของหลักภาษาเสมอไป ผ่านไปสักระยะหนึ่งหากคำที่ใช้พูดกันสามารถสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจกันได้ก็ปล่อยให้ภาษาทำหน้าที่เป็นสื่อของสังคมต่อไป หากคนไม่นิยมภาษานั้นก็จะตายและหายไปเอง  ชิมิ ๆๆๆๆ 
 

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
12/12/53

 

ฟังเพลง "ชิมิ"

{youtube}48ngcA05GrI&feature=related{/youtube}

 

 

 

ใครออนไลน์

มี 317 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
3560130

ค้นหา

Go to top